Untitled Document
About Beyonce
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
   บียอนเซ่ โนวส์ (Beyonce Giselle Knowles) ... นักร้อง นักแสดง นักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ ดีไซเนอร์ และอีกหลากหลายบทบาทในวงการบันเทิง เกิดเมื่อวันที่ 4 กันยายน พ.ศ 2524 ณ เมืองฮูสตัน รัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา เธอเข้าสู่วงการเมื่อยุคปี 90 ในนามวง Destiny's Child ซึ่งได้ถูกยกย่องให้เป็น "กลุ่มศิลปินหญิงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล" และได้สานต่องานในวงการบันเทิงในฐานะศิลปินเดี่ยว จนปัจจุบันเธอคือหนึ่งในศิลปินที่ทุกคนยกย่องให้เป็น ดิว่า ...
   บียอนเซ่เป็นลูกสาวของ แมทธิว และ ทีน่า โนวส์ โดยมีน้องสาวอีก 1 คนคือ โซแลง โนวส์ ซึ่งปัจจุบันก็เดินตามรอยพี่สาวในวงการอยู่เหมือนกัน บียอนเซ่ถูกปลูกฝังให้มีความกล้าแสดงออกตั้งแต่เด็ก โดยคุณแม่ได้ให้เธอเรียนศิลปะเกี่ยวกับการดนตรีต่างๆ มากมาย และขึ้นเวทีโชว์พลังเสียงครั้งแรกในรายการประกวดร้องเพลง Talent Show ซึ่งเธอก็ได้รางวัลชนะเริสจากเพลง Imagine ของ จอน เลนนอน นักร้องเพลงร็อคในตำนาน นอกจากนี้เธอยังร่วมอยู่ในวงประสานเสียงของโรงเรียนที่ศึกษาอยู่ โดยได้รับตำแหน่งร้องนำอีกด้วย
   เมื่ออายุได้ 8 ขวบ คุณพ่อของเธอมีความคิดที่จะสร้างวงเกิลด์กรุ๊ปขึ้นมา โดยใช้ชื่อว่า Girl's Tyme ในขณะนั้นมีสมาชิกในวงถึง 6 คน ซึ่งสองในนั้นคือ ลาทาเวีย โรเบอร์สัน และ เคลลี่ โรลแลนด์ Girl's Tyme ได้ขึ้นเวทีครั้งแรกในรายการประกวดร้องเพลงชื่อดัง Star Search แต่ผลออกมาไม่ค่อยดีนัก เพราะการแสดงยังของพวกเธอยังไม่สมบูรณ์เสียเท่าไหร่ ในปี 1993 ได้มีสมาชิกเพิ่มเข้ามาในวงอีกคนคือ เลโทย่า ลัคเก็ท ต่อมาก็คัดเหลือ 4 คน และเปลี่ยนชื่อวงเป็น Destiny's Child ปี 1995 ถือเป็นปีที่สำคัญของวงนี้ จากการฝึกฝนอย่างหนักพวกเธอได้รับโอกาสออดิชั่นเข้าในสังกัดค่ายเพลง Elektra Records หลังจากเข้าสังกัดค่ายเพลงดังกล่าว เดสทินี่ ชายด์ ได้รับงานโชว์ตามอีเวนท์ต่างๆ ต่อมาในปี 1997 ก็ได้รับโอกาสเซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ Columbia Record และเดบิ้วซิงเกิลแรกคือเพลง Killing Time ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Men In Black
   กำเนิด Destiny's Child ... ไม่นานนักพวกเธอก็ได้ออกอัลบั้มชุดแรกโดยใช้ชื่อเหมือนชื่อวงคือ Destiny's Child ซิงเกิลแรกเพลง No No No คว้า 3 รางวัลจากเวทีงานประกาศรางวัล Soul Train Music Awards การแจ้งเกิดครั้งนี้ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก จนมาถึงอัลบั้ม Writing On The Wall ในปี 1999 อัลบั้มชุดที่ 2 ที่ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายกว่า 7 ล้านชุด ซิงเกิลที่ถูกตัดออกมาล้วนเป็นที่นิยมเช่นเพลง Bills Bills Bills ซิงเกิลอันดับ 1 บนชาร์ท BillBoard Hot 100 เป็นเพลงแรก และเพลง Jump In Jump In รวมถึงเพลงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของวงจนถึงปัจจุบันนี้อย่าง Say My Name ซึ่งในปีนั้นคว้ารางวัลแกรมมี่มาถึง 2 ตัว จากอัลบั้มนี้ทำให้พวกเธอเป็นที่จับตามองของสื่อและผู้คนมากมาย ในฐานะกลุ่มศิลปินหญิงหน้าใหม่ในยุคนั้น
   แต่แล้วก็เกิดปัญหา เมื่อสมาชิกในวงได้มีการเปลี่ยนตัว หลังจาก เลโทย่า และ โรเบอร์สัน ถูกถอดออกจากวง ก็ได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาคือ มิเชล วิลเลี่ยม และ ฟาร่า แฟรงคิน ต่อมาได้ 5 เดือน ฟาร่า ได้ลาออกจากวงเนื่องจากปัญหาส่วนตัว ทำให้วงนี้ได้รายชื่อสมาชิกอย่างแท้จริงคือ บียอนเซ่ เคลลี่ และ มิเชล
   ในปี 2000 พวกเธอได้ออกซิงเกิลเพลงประกอบภาพยนตร์ Charlie's Angels ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ท BillBoard Hot 100 ถึง 7 สัปดาห์ นั่นคือเพลง Independent Women Part I อัลบั้มชุดที่ 3 ของพวกเธอ Survivor วางขายในปี 2001 เดบิ้วบนชาร์ท BillBoard Top 200 ที่อันดับ 1 ด้วยยอดขาย 663,000 ชุด และขายได้มากกว่า 10 ล้านชุดทั่วโลก และยังมีซิงเกิลที่ฮิตติดชาร์ทอีกมากมายอย่างเพลง Survivor และ Bootylicious จากอัลบั้มนี้ทำให้พวกเธอคว้ารางวัลแกรมมี่มาได้อีก 1 ตัว
   ปิดตำนานเกิลด์กรุ๊ปแห่งทตศวรรษ ... หลังจากวางขายอัลบั้มเพลงช่วงเทศกาลคริสมาสต์ 8 Days of Christmas ก็ได้มีการพักงานชั่วคราว เพื่อที่สมาชิกแต่ละคนจะได้ออกผลงานเดี่ยวของตน ปี 2004 พวกเธอก็ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 4 Destiny Fulfilled โดยมีซิงเกิลฮิตอย่างเพลง Lose My Breath , Soldier , Girl , และ Cater 2 U พวกเธอได้ทัวร์คอนเสิร์ต Destiny Fulfilled ... And Lovin' It World Tour ช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน ปี 2005 ในปีเดียวกันก็ได้ออกอัลบั้มรวมฮิตชุดแรก #1's ที่รวบรวมซิงเกิลอันดับ 1 และเพลงฮิตทั้งหมดที่ทุกคนรู้จักตั้งแต่ก่อตั้งวงนี้มา รวมถึงเพลงพิเศษอย่าง Stand Up For Love นอกจากงานเพลงแล้ว ปี 2006 บียอนเซ่ได้มีงานแสดงในภาพยนตร์เรื่อง The Pink Panther ซึ่งเพลงประกอบภาพยนตร์ Check On It ที่เธอได้ร่วมงานกับ Slim Thug ก็ขึ้นถึงอันดับ 1 บนชาร์ท BillBoard Hot 100
   จากความสำเร็จอย่างมากมายและความทุ่มเทในการทำงานของพวกเธอทำให้ได้รับการจารึกชื่อวง Destiny's Child ลงบน Hollywood Walk of Fame และในที่สุดวงนี้ก็ได้ประกาศยุบตัวลง เพื่อต่างคนต่างทำงานในสิ่งที่ตัวเองสนใจ เหลือเพียงตำนานและชื่อเสียงที่น่าจดจำของ "กลุ่มศิลปินหญิงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล"
   เริ่มต้นเส้นทางสู่ศิลปินเดี่ยว ... หลังจากมีการพักงานของวง เดสทินี่ ชายด์ ปี 2002 บียอนเซ่ได้ร่วมแสดงนำในภาพยนตร์เรื่อง Austin Powers in Goldmember และ The Fighting Temptations ในปี 2003 บียอนเซ่ ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเธอ Dangerously In Love ที่เธอได้ร่วมงานกับบรรดาคนทำเพลงชื่อดังมากมาย ตัวอัลบั้มเดบิ้วบนชาร์ท BillBoard Top 200 ที่อันดับ 1 ด้วยยอดขาย 317,000 ชุด และยอดขายรวมจนถึงปัจจุบันถึง 4 ล้านชุดในอเมริกา Crazy In Love คือซิงเกิลแรกจากอัลบั้มนี้ ที่ได้ร่วมงานกับแฟนหนุ่มของเธอ เจซี เพลงนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการครองอันดับ 1 บนชาร์ท BillBoard Hot 100 ถึง 8 สัปดาห์ และอันดับต้นๆบนชาร์ทเพลงในประเทศต่างๆทั่วโลก ซิงเกิลที่ 2 เพลง Baby Boy ก็ฮิตติดหูไม่แพ้กันและขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ทถึง 9 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีเพลง Me Myself And I และ Naughty Girls เป็นซิงเกิลที่ 3 และ 4 จากอัลบั้มนี้ บียอนเซ่คว้ารางวัลแกรมมี่ถึง 5 ตัวในคืนเดียว ถือเป็นการแจ้งเกิดในฐานะศิลปินเดี่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น
   ไม่นานนัก บียอนเซ่ก็กลับมาพร้อมกับอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 ซึ่งได้โอกาสวางขายในวันเกิดอายุครบ 25 ปีของเธอ B'Day เดบิ้วบนชาร์ท BillBoard Top 200 ที่อันดับ 1 อีกเช่นเคยด้วยยอดขาย 541,000 ชุด แต่ 2 ซิงเกิลแรกอย่างเพลง Deja Vu และ Ring The Alarm ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักบนชาร์ทเหมือนซิงเกิลที่ผ่านๆมา จนมาถึงซิงเกิลที่ 3 เพลง Irreplaceable ก็ถือได้ว่าเป็นเพลงที่ฮิตที่สุดในปี 2006 ซึ่งครองอันดับ 1 บนชาร์ท BillBoard Hot 100 ถึง 10 สัปดาห์ และเป็นซิงเกิลอันดับ 1 เพลงที่ 4 ของเธอ ปลายปีนั้น บียอนเซ่ได้มีงานแสดงในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี Dreamgirls ซึ่งส่งผลให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง รางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Awards) ปี 2007 ถึง 2 สาขานั่นก็คือ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเพลง Listen ที่เธอร้องเองและกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ถูกใช้ในเวทีประกวดร้องเพลงมากที่สุด
   ก่อนจะเริ่มออกทัวร์ในปี 2007 บียอนเซ่ได้รีรีลิส อัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 อีกครั้งโดยใช้ชื่อว่า B'Day (Deluxe Edition) โดยได้บรรจุเพลงใหม่อย่าง Beautiful Liar ซึ่งถือเป็นการร่วมงานที่ยิ่งใหญ่ของเธอกับ ชากีร่า เพลงนี้ถูกตัดเป็นซิงเกิลโปรโมทอัลบั้มนี้ และสร้างสถิติด้วยการกระโดดจากอันดับ 94 ขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 3 บนชาร์ท BillBoard Hot 100 นอกจากนี้ยังมี B'Day Anthology Album ที่รวบรวมมิวสิควิดีโอของเพลงต่างๆในอัลบั้มนี้อยู่ในรีรีลิสดังกล่าวอีกด้วย งานแกรมมี่ในปีนั้นบียอนเซ่คว้ามา 1 รางวัล จากนั้นเธอก็เริ่มทัวร์คอนเสิร์ตไปทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย The Beyonce Experience World Tour เปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่นและสิ้นสุดที่ลาสเวกัส ทัวร์นี้ได้มีการบันทึกภาพที่ ลอสแองเจลิส และวางขายเป็นดีวีดีในปีเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า The Beyonce Experience Live
   หลังเสร็จจากการทัวร์ บียอนเซ่ได้ออกซิงเกิลพิเศษ Honesty ซึ่งวางขายเฉพาะที่ญี่ปุ่นเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีของวง เดสทินี่ ชายด์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2008 บียอนเซ่ได้แต่งงานกับเจซี แฟนหนุ่มที่คบหากันมานาน โดยงานจัดขึ้นอย่างเล็กๆ และปัจจุบันยังไม่มีใครเห็นภาพบรรยากาศในงานนอกจากผู้ที่ไปร่วมงานเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้ร่วมงานกับศิลปินอื่นๆ ในซิงเกิลเพลง Just Stand Up ซึ่งเป็นซิงเกิลการกุศลในโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง Stand Up To Cancer
   เปิดตัว ซาช่า เฟี๊ยส ... บียอนเซ่กลับมาอีกครั้งในช่วงปลายปี กับอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 3 มีชื่อว่า I Am ... Sasha Fierce ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวอีกร่างหนึ่งของเธอนั่นก็คือ ซาช่า เฟี๊ยส เธอเผยว่าซาช่าคือภาพลักษณ์ของเธอเวลาอยู่บนเวทีที่จะ เต็มที่ เปรี้ยวแรง และทุ่มเททั้งร่างกาย ต่างกับตัวจริงของเธอที่จะเป็นคนขี้อายและเรียบง่าย อัลบั้มนี้ยังคงเดบิ้วที่อันดับ 1 บนชาร์ท BillBoard Top 200 ด้วยยอดขายกว่า 482,000 ชุด เธอได้ปล่อยซิงเกิลทีละ 2 เพลงพร้อมๆกัน โดย 2 ซิงเกิลแรกอย่าง If I Were A Boy ก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงในหลายประเทศแถบยุโรป ส่วน Single Ladies (Put The Ring On It) ก็ขึ้นอันดับ 1 บนขาร์ท BillBoard Hot 100 ถึง 5 สัปดาห์ ทั้งยังสร้างประกฎการณ์เต้นตามบน Youtube หลังจากมิวลิควิดีโอของเพลงดังกล่าวเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดในปีนั้น นอกจากนี้ยังมีซิงเกิลเพลงฮิตอีกมากมายอย่าง Halo , Diva , Ego ที่เธอได้ร่วมงานกับ Kanye West , Sweet Dreams , Video Phone ที่เธอได้ร่วมงานกับ Lady Gaga และ Broken-Hearted Girl นอกจากนี้เธอยังได้ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่อง Cadillac Records และ Obsessed
   ในปี 2009 บียอนเซ่ได้รับเชิญให้ไปร่วมโชว์ในพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา บารัค โอบาม่า ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติที่ยิ่งใหญ่สำหรับอาชีพนักร้องของเธอ และได้เริ่มทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกอีกครั้งโดยใช้ชื่อว่า I Am ... Tour ซึ่งต่อมาได้วางขายเป็นดีวีดี I Am ... World Tour โดยเป็นการรวบรวมบรรยากาศคอนเสิร์ตของทัวร์นี้ในแต่ละที่จากทั่วโลก ในงานประกาศรางวัล MTV Video Music Awards เธอได้รับรางวัล Video Of The Year จากมิวสิควิดีโอเพลง Single Ladies นอกจากนี้ยังได้รับการจารึกเป็น ศิลปินหญิงแห่งทตศวรรษ 2000 จากทาง BillBoard ปี 2010 บียอนเซ่สามารถคว้ารางวัลแกรมมี่มาถึง 6 ตัวในคืนเดียว และได้ร่วมงานกับ Lady Gaga อีกครั้งในเพลง Telephone แน่นอนว่าอัลบั้มชุดนี้ชื่อ "บียอนเซ่" ได้ถูกตอกย้ำภาพความเป็น ศิลปินผู้มากความสามารถและประสบความสำเร็จไปทั่วโลกอย่างแท้จริง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Untitled Document
NAV. :: INDEX l BEYONCE l MUSIC l GALLERY l WWW
© 2011 Beyoncethailand.net :: All Rights Reserved.