หลังจากเข้าสังกัดค่ายเพลงดังกล่าว เดสทินี่ ชายด์ ได้รับงานโชว์ตามอีเวนท์ต่างๆ ต่อมาในปี 1997 ก็ได้รับโอกาสเซ็นสัญญากับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ Columbia Record และเดบิ้วซิงเกิลแรกคือเพลง Killing Time ซึ่งเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Men In Black ไม่นานนักพวกเธอก็ได้ออกอัลบั้มชุดแรกโดยใช้ชื่อเหมือนชื่อวงคือ Destiny's Child ในปี 1998 ซิงเกิลแรกเพลง No No No คว้า 3 รางวัลจากเวทีงานประกาศผลรางวัล Soul Train Music Awards การแจ้งเกิดครั้งนี้ยังไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก จนมาถึงอัลบั้ม Writing On The Wall ในปี 1999 อัลบั้มชุดที่ 2 ที่ประสบความสำเร็จด้วยยอดขายกว่า 7 ล้านชุด ซิงเกิลที่ถูกตัดออกมาล้วนเป็นที่นิยมเช่นเพลง Bills Bills Bills ซิงเกิลอันดับ 1 เพลงแรก และเพลง Jump In Jump In รวมถึงเพลงที่กลายเป็นสัญลักษณ์ของวงจนถึงปัจจุบันนี้อย่าง Say My Name ซึ่งในปีนั้นคว้ารางวัลแกรมมี่มาถึง 2 ตัว จากอัลบั้มนี้ทำให้พวกเธอเป็นที่จับตามองของสื่อและผู้คนมากมาย ในฐานะกลุ่มศิลปินหญิงหน้าใหม่ในยุคนั้น แต่แล้วก็เกิดปัญหา เมื่อสมาชิกในวงได้มีการเปลี่ยนตัว หลังจาก เลโทย่า และ โรเบอร์สัน ถูกถอดออกจากวง ก็ได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาคือ มิเชล วิลเลี่ยม และ ฟาร่า แฟรงคิน ต่อมาได้ 5 เดือน ฟาร่า ได้ลาออกจากวงเนื่องจากปัญหาส่วนตัว ทำให้วงนี้ได้รายชื่อสมาชิกอย่างแท้จริงคือ บียอนเซ่ เคลลี่ และ มิเชล ในปี 2000 พวกเธอได้ออกซิงเกิลเพลงประกอบภาพยนตร์ Charlie's Angels ประสบความสำเร็จอย่างสูงด้วยการขึ้นอันดับ 1 ถึง 7 สัปดาห์ นั่นคือเพลง Independent Women Part I อัลบั้มชุดที่ 3 ของพวกเธอ Survivor วางขายในปี 2001 เดบิ้วบนชาร์ท BillBoard Top 200 ที่อันดับ 1 ด้วยยอดขาย 663,000 ชุด และขายได้มากกว่า 10 ล้านชุดทั่วโลก และยังมีซิงเกิลที่ฮิตติดชาร์ทอีกมากมายอย่างเพลง Survivor และ Bootylicious จากอัลบั้มนี้ทำให้พวกเธอคว้ารางวัลแกรมมี่มาได้อีก 1 ตัว
อวสานเดสทินี่ชายด์ (2004-2005)
หลังจากวางขายอัลบั้มเพลงช่วงเทศกาลคริสมาสต์ 8 Days of Christmas ก็ได้มีการพักงานชั่วคราว เพื่อที่สมาชิกแต่ละคนจะได้ออกผลงานเดี่ยวของตน ปี 2004 พวกเธอก็ได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งในอัลบั้มชุดที่ 4 Destiny Fulfilled มีซิงเกิลที่ฮิตอย่างเพลง Lose My Breath , Soldier , Girl , และ Cater 2 U และได้ทัวร์คอนเสิร์ต Destiny Fulfilled ... And Lovin' It World Tour ช่วงเดือนเมษายนถึงกันยายน ปี 2005 ในปีเดียวกันก็ได้่ออกอัลบั้มรวมฮิตชุดแรก #1's ที่รวบรวมซิงเกิลอันดับ 1 และเพลงฮิตทั้งหมดที่ทุกคนรู้จักตั้งแต่ก่อตั้งวงนี้มา รวมถึงเพลงพิเศษอย่าง Stand Up For Love ในปี 2006 จากความสำเร็จอย่างมากมาย และความทุ่มเทในการทำงานของพวกเธอทำให้ได้รับการจารึกชื่อวง เดสทินี่ ชายด์ ลงบน Hollywood Walk of Fame และในที่สุดวงนี้ก็ได้ประกาศยุบตัวลง เพื่อต่างคนๆ ต่างทำงานในสิ่งที่ตัวเองสนใจ เหลือเพียงตำนานและชื่อเสียงที่น่าจดจำของ กลุ่มศิลปินหญิงที่มียอดขายสูงสุดตลอดกาล
แจ้งเกิดบียอนเซ่์ (2003)
หลังจากมีการพักงานของวง เดสทินี่ ชายด์ ในปี 2003 บียอนเซ่ ได้ออกอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของเธอ Dangerously In Love ที่ได้ร่วมงานกับบรรดาคนทำเพลงชื่อดังมากมาย ตัวอัลบั้มเดบิ้วบนชาร์ท BillBoard Top 200 ที่อันดับ 1 ด้วยยอดขาย 317,000 ชุด และยอดขายรวมจนถึงปัจจุับันถึง 4 ล้านชุดในอเมริกา Crazy In Love คือซิงเกิลแรกจากอัลบั้มนี้ ที่ได้ร่วมร้องกับแฟนหนุ่มของเธอ เจซี เพลงนี้ประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการครองอันดับ 1 บนชาร์ท BillBoard Hot 100 ถึง 8 สัปดาห์ และอันดับต้นๆ ของชาร์ทเพลงในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซิงเกิลที่ 2 อย่างเพลง Baby Boy ก็ฮิตติดหูไม่แพ้กันและขึ้นอันดับ 1 บนชาร์ทถึง 9 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังมีเพลง Me Myself And I และ Naughty Girls เป็นซิงเกิลที่ 3 และ 4 จากอัลบั้มนี้ บียอนเซ่คว้ารางวัลแกรมมี่ถึง 5 ตัวในคืนเดียว ถือเป็นการแจ้่งเกิดในฐานะศิลปินเดี่ยวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น นอกจากงานเพลงบียอนเซ่ยังมีงานแสดงในภาพยนตร์เรื่องต่างๆ ในปี 2006 ภาพยนตร์เรื่อง The Pink Panther ได้เปิดตัวที่อันดับ 1 บนชาร์ท Box Office ของอเมริกา อีกทั้งเพลงประกอบภาพยนตร์อย่างเพลง Check On It ที่เธอได้ร่วมงานกับ Slim Thug ก็ขึ้นถึงอันดับ 1 อีกด้วย
สานต่อความสำเร็จ (2006-2007)
ไม่นานนัก บียอนเซ่ก็กลับมาพร้อมกับอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 ซึ่งวางขายในวันเกิดอายุครบ 25 ปีของเธอ B'day เดบิ้วบนชาร์ท BillBoard Top 200 ที่อันดับ 1 อีกเช่นเคยด้วยยอดขาย 541,000 ชุด แต่ซิงเกิลแรกอย่างเพลง Deja Vu และเพลง Ring The Alarm ซิงเกิลที่ 2 ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนักบนชาร์ท BillBoard Hot 100 เหมือนซิงเกิลที่ผ่านๆ มา จนมาถึงซิงเกิลที่ 3 เพลง Irreplaceable ถือเป็นเพลงที่ฮิตที่สุดในปี 2006 ซึ่งครองอันดับ 1 ถึง 10 สัปดาห์ และเป็นซิงเกิลอันดับ 1 เพลงที่ 4 ของเธอ ปลายปีนั้น บียอนเซ่ได้มีงานแสดงในภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี Dreamgirls ที่ส่งผลให้เธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำ (Golden Globe Awards) ปี 2007 ถึง 2 สาขาคือ นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยม และเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมอย่างเพลง Listen ที่เธอร้องเองและกลายเป็นอีกหนึ่งเพลงที่ถูกใช้ในเวทีประกวดร้องเพลงมากที่สุด ก่อนจะเริ่มออกทัวร์ในปี 2007 บียอนเซ่ได้รีรีลิส อัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 อีกครั้งโดยใช้ชื่อว่า B'Day (Deluxe Edition) ที่ได้บรรจุเพลงใหม่อย่าง Beautiful Liar ซึ่งถือเป็นการร่วมงานที่ยิ่งใหญ่ของเธอกับ ชากีร่า เพลงนี้ถูกตัดเป็นซิงเกิลโปรโมทอัลบั้มนี้ และสร้างสถิติด้วยการกระโดดจากอันดับ 94 ขึ้นไปอยู่ที่อันดับ 3 บนชาร์ท BillBoard Hot 100 นอกจากนี้ยังมี B'Day Anthology Album ที่้รวบรวมมิวสิควิดีโอของเพลงต่างๆ ในอัลบั้มนี้อยู่ในรีรีลิสดังกล่าวอีกด้วย งานแกรมมี่ในปีนั้นบียอนเซ่คว้ามา 1 รางวัล จากนั้นมาเธอก็เริ่มทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยด้วย The Beyonce Experience World Tour เปิดตัวที่ประเทศญี่ปุ่นและสิ้นสุดที่ ลาสเวกัส ทัวร์นี้ได้มีการบันทึกภาพที่ ลอสแองเจลิส และวางขายเป็นดีวีดีในปีเดียวกัน โดยใช้ชื่อว่า The Beyonce Experience Live ในงาน American Music Awards ปีเดียวกัน ปียอนเซ่ได้รับรางวัลพิเศษ International Artist ซึ่งถือเ็ป็นศิลปินหญิงคนแรกที่ได้้รับรางวัลนี้
เปิดตัวซาช่าเฟี๊ยส (2008-2009)
หลังเสร็จจากการทัวร์ บียอนเซ่ได้ออกซิงเกิลพิเศษ Honesty ที่วางขายเฉพาะที่ญี่ปุ่นเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 10 ปีของวง เดสทินี่ ชายด์ ในเดือนพฤษภาคมปี 2008 บียอนเซ่ได้แต่งงานกับเจซี แฟนหนุ่มที่คบหากันมานาน โดยงานจัดขึ้นอย่างเล็กๆ และปัจจุบันยังไม่มีใครเห็นภาพบรรยากาศในงานนอกจากผู้ที่ไปร่วมงานเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้ร่วมงานกับศิลปินอื่นๆ ในซิงเกิลเพลง Just Stand Up ซึ่งเป็นซิงเกิลการกุศลในโครงการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็ง Stand Up To Cancer บียอนเซ่กลับมาอีกครั้งในช่วงปลายปี กับอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 3 มีชื่อว่า I Am Sasha Fierce ซึ่งถือเป็นการเปิดตัวอีกร่างหนึ่งของเธอนั่นก็คือ ซาช่า เฟี๊ยส นั่นเอง ซึ่งเธอเผยว่าซาช่าคือภาพลักษณ์ของเธอเวลาอยู่บนเวทีที่จะเต็มที่ เปรี้ยวแรง และทุ่มเท ต่างกับตัวจริงของเธอที่จะเป็นคนเงียบๆ และเรียบง่าย ซิงเกิลแรกถูกตัดออกมา 2 เพลงคือ If I Were A Boy และ Single Ladies (Put The Ring On It) ที่ต่างประสบความสำเร็จด้วยกันทั้งคู่ ในระหว่างนั้นบียอนเซ่ก็ได้มีงานภาพยนตร์ด้วยนั่นก็คือ Cadillac Records ซึ่งเธอรับบทเป็นนักร้องสาวในตำนาน Etta James โดยเธอได้นำเพลงประกอบภาพยนตร์ At Last ไปร้องในงานพิธีสาบานตนประธานาธิบดีสหรัฐเมรืกา (บารัค โอบาม่า) ซึ่งเธอกล่าวว่าถือเป็นอีหหนึ่งความภาคภูมิใจในชีวิตของเธอเลยทีเดียว บียอนเซ่ได้เริ่มทัวร์ครั้งที่ 3 โดยมีชื่อทัวร์ว่า I Am ... World Tour ในขณะเดียวกันก็มีภาพยนตร์แนวระทึกขวัญ Obsessed ซึ่งจะลงโรงฉายในเร็วๆ นี้